ภาพ วาด บา บู โลน
| Secondary Keywords | กลับ การเนรเทศ การเป็นเชลย บาบิโลน พินัยกรรม เก่า เชลย เอสรา เอสเธอร์ |
|---|---|
| Scriptures | 2 Chronicles 361 แล้วประชาชนในแผ่นดินนั้นก็นำเยโฮอาหาสพระราชโอรสของโยสิยาห์มา และตั้งให้เป็นกษัตริย์แทนพระราชบิดาในกรุงเยรูซาเล็ม 2 เยโฮอาหาสมีพระชนมายุ 23 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน 3 และพระราชาแห่งอียิปต์ทรงถอดถอนพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม และปรับแผ่นดินนั้นให้ถวายบรรณาการเป็นเงินหนัก 3,400 กิโลกรัม และทองคำหนัก 34 กิโลกรัม 4 และพระราชาแห่งอียิปต์ทรงตั้งเอลียาคิมพระเชษฐาของเยโฮอาหาส ให้เป็นกษัตริย์เหนือยูดาห์และกรุงเยรูซาเล็ม และทรงเปลี่ยนพระนามให้ใหม่ว่า เยโฮยาคิม แต่เนโคทรงจับเยโฮอาหาส พระอนุชาแล้วนำไปยังอียิปต์ 5 เยโฮยาคิมมีพระชนมายุ 25 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 11 ปี พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์ 6 เนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลนเสด็จมาต่อสู้กับพระองค์ และล่ามพระองค์ด้วยโซ่ตรวนเพื่อนำไปยังบาบิโลน 7 เนบูคัดเนสซาร์ทรงนำเครื่องใช้ส่วนหนึ่งแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ไปยังบาบิโลน และทรงเก็บไว้ในพระวิหารของพระองค์ในบาบิโลน 8 ส่วนพระราชกิจอื่นๆ ของเยโฮยาคิม และสิ่งน่าเกลียดน่าชังที่พระองค์ทรงกระทำ รวมทั้งสิ่งที่ไม่ดีอื่นๆ ซึ่งพบในพระองค์ ดูสิ มีบันทึกในหนังสือพงศ์กษัตริย์ของอิสราเอล และยูดาห์ และเยโฮยาคีนพระราชโอรสของพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์แทน 9 เยโฮยาคีนมีพระชนมายุ 18 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 3 เดือนกับ 10 วัน พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ 10 เมื่อถึงฤดูแล้งกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงใช้คนไปนำเยโฮยาคีนมายังบาบิโลน พร้อมกับเครื่องใช้มีค่าแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และทรงตั้งเศเดคียาห์พระญาติของพระองค์เป็นกษัตริย์เหนือยูดาห์และกรุงเยรูซาเล็ม 11 เศเดคียาห์ มีพระชนมายุ 21 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 11 ปี 12 พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์ และพระองค์ทรงไม่ถ่อมพระองค์ลงต่อเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ ผู้กล่าวจากพระโอษฐ์ของพระยาห์เวห์ 13 ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังทรงกบฏต่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ผู้ทรงให้พระองค์สาบานโดยอ้างพระเจ้า พระองค์แข็งพระศอของพระองค์และทำพระทัยให้กระด้าง โดยไม่หันไปหาพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล 14 พวกหัวหน้าปุโรหิตและบรรดาผู้นำของประชาชนก็เหมือนกัน คือล้วนไม่ซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาติดตามสิ่งน่าเกลียดน่าชังของประชาชาติ และเขาทั้งหลายทำให้พระนิเวศของพระยาห์เวห์ในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งพระองค์ทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้นเป็นมลทินไป 15 พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาทรงกล่าวโดยทูตของพระองค์อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะพระองค์ทรงเมตตาสงสารประชากรและที่ประทับของพระองค์ 16 แต่เขาทั้งหลายเย้ยหยันบรรดาทูตของพระเจ้าอยู่เสมอ และดูหมิ่นพระวจนะของพระองค์ ทั้งเยาะเย้ยบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์ จนพระพิโรธของพระยาห์เวห์พลุ่งขึ้นต่อประชากรของพระองค์จนแก้ไขไม่ได้ 17 พระเจ้าจึงทรงนำพระราชาของคนเคลเดีย มาต่อสู้กับเขาทั้งหลาย พระราชานั้นทรงฆ่าชายหนุ่มของพวกเขาด้วยดาบในพระนิเวศ อันเป็นสถานนมัสการของเขาและไม่มีความกรุณาต่อชายหนุ่ม หรือหญิงพรหมจารี คนแก่หรือคนชรา พระเจ้าทรงมอบทุกคนไว้ในพระหัตถ์ของพระราชานั้น 18 รวมทั้งเครื่องใช้ทั้งหมดแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทั้งใหญ่และเล็ก กับทรัพย์สมบัติแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และพวกเจ้านายของพระองค์ พระราชานั้นทรงนำของทั้งหมดมายังบาบิโลน 19 เขาทั้งหลายเผาพระนิเวศของพระเจ้า พังกำแพงกรุงเยรูซาเล็มลงและเอาไฟเผาวังทั้งหมดของเมืองนั้น ทั้งทำลายเครื่องใช้มีค่าทุกอย่างในนั้น 20 และพวกที่เหลือรอดจากดาบนั้น พระราชานั้นทรงกวาดต้อนไปยังบาบิโลน พวกเขาจึงเป็นทาสรับใช้ของพระองค์ และของบรรดาราชวงศ์ของพระองค์จนถึงสมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียเรืองอำนาจ 21 เพื่อให้สำเร็จตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ผ่านปากของเยเรมีย์ จนกว่าแผ่นดินได้พักตามสะบาโตที่ควรมี คือตลอดวันเวลาที่ถูกทิ้งร้างนั้น มันได้พักตามสะบาโต จนครบกำหนดเจ็ดสิบปี 22 ในปีแรกแห่งรัชสมัยของไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซีย เพื่อให้พระวจนะของพระยาห์เวห์ที่ผ่านปากของเยเรมีย์สำเร็จ พระยาห์เวห์ทรงเร่งเร้าใจของไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซีย พระราชาจึงทรงให้มีการประกาศทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ และยังให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย กล่าวว่า 23 “ไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซียตรัสดังนี้ว่า ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ได้ประทานอาณาจักรทั้งหมดแห่งแผ่นดินโลกแก่เรา และพระองค์ทรงกำชับเราให้สร้างพระนิเวศแด่พระองค์ที่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งอยู่ในยูดาห์ มีใครในท่ามกลางพวกท่านที่เป็นประชากรของพระองค์ ขอพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขาสถิตกับเขา ขอให้เขากลับไปเถิด’ ” 2 Kings 251 และอยู่มาเมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปีที่ 9 แห่งรัชกาลของเศเดคียาห์ เนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงยกทัพทั้งสิ้นของพระองค์มาโจมตีกรุงเยรูซาเล็ม และล้อมกรุงนั้นไว้ และเขาทั้งหลายได้สร้างเครื่องล้อมไว้รอบ 2 กรุงนั้นจึงถูกล้อมอยู่ถึงปีที่ 11 แห่งรัชกาลกษัตริย์เศเดคียาห์ 3 เมื่อถึงวันที่ 9 ของเดือนที่ 4 เกิดการกันดารอาหารรุนแรงในกรุงนั้น ไม่มีอาหารให้แก่ประชาชนของแผ่นดิน 4 แล้วกรุงนั้นก็แตก ทหารทั้งสิ้นหนีออกไปในเวลากลางคืนตามทางประตูเมือง ระหว่างกำแพงทั้งสองซึ่งอยู่ริมพระราชอุทยาน (ทั้งๆ ที่คนเคลเดียอยู่รอบเมือง) และพระราชาก็เสด็จตามทางไปลุ่มแม่น้ำจอร์แดน 5 แต่กองทัพของคนเคลเดียได้ไล่ตามพระราชา และมาทันพระองค์ในที่ราบเมืองเยรีโค และกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์ก็กระจัดกระจายไปจากพระองค์ 6 แล้วพวกเขาจึงจับพระราชา แล้วนำขึ้นมายังพระราชาแห่งบาบิโลนที่เมืองริบลาห์ และกล่าวพิพากษาพระราชาแห่งยูดาห์ 7 พวกเขาได้ประหารชีวิตบรรดาพระราชโอรสของเศเดคียาห์ต่อพระพักตร์ของพระองค์ แล้วควักพระเนตรของเศเดคียาห์ออก และตีตรวนพระองค์ แล้วพาพระองค์ไปยังบาบิโลน 8 เมื่อวันที่ 7 เดือนที่ 5 ซึ่งเป็นปีที่ 19 ของรัชกาลกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ พระราชาแห่งบาบิโลน เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ข้าราชการคนหนึ่งของพระราชาแห่งบาบิโลนได้มายังกรุงเยรูซาเล็ม 9 ท่านได้เผาพระนิเวศของพระยาห์เวห์ พระราชวัง และบ้านเรือนทั้งหมดของเยรูซาเล็ม ท่านเผาบ้านใหญ่ทุกหลังลงหมดด้วยไฟ 10 และทหารคนเคลเดียทั้งหมดผู้อยู่กับผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ได้ทลายกำแพงรอบเยรูซาเล็มลง 11 และประชาชนที่เหลืออยู่ซึ่งอยู่ในเมือง และคนหลบหนีซึ่งหลบหนีไปหาพระราชาแห่งบาบิโลน พร้อมกับมวลชนที่เหลืออยู่นั้น เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้กวาดต้อนไปเป็นเชลย 12 แต่ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้ละคนจนที่สุดแห่งแผ่นดินไว้ให้เป็นคนทำสวนองุ่นและเป็นคนทำไร่ไถนา 13 และเสาทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และแท่นกับอ่างสาครทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์นั้น คนเคลเดียได้ทุบเป็นชิ้นๆ และขนเอาทองสัมฤทธิ์ไปยังบาบิโลน 14 พวกเขาขนหม้อ พลั่ว และตะไกรตัดไส้ตะเกียง และชามเครื่องหอม และเครื่องใช้ทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดซึ่งใช้ในงานของพระวิหารเอาไปเสีย 15 ทั้งกระถางไฟด้วย กับชามอ่าง สิ่งใดที่ทำด้วยทองคำหรือเงิน ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ก็ขนเอาไป 16 ส่วนเสาใหญ่สองต้น อ่างสาครหนึ่งใบ และแท่นซึ่งซาโลมอนทรงสร้างสำหรับพระนิเวศของพระยาห์เวห์นั้น ทองสัมฤทธิ์ของภาชนะเหล่านี้ก็หนักเกินกว่าที่จะชั่งได้ 17 เสาใหญ่ต้นหนึ่งสูงประมาณ 8 เมตร และมีบัวคว่ำทองสัมฤทธิ์บนเสา บัวคว่ำนั้นสูงประมาณ 1 เมตร มีตาข่ายกับลูกทับทิมที่ล้วนเป็นทองสัมฤทธิ์อยู่บนบัวคว่ำโดยรอบ และเสาใหญ่ต้นที่สองพร้อมตาข่ายก็เหมือนกัน 18 และผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ก็จับเสไรอาห์มหาปุโรหิต และเศฟันยาห์ปุโรหิตรอง กับผู้เฝ้าธรณีประตู 3 คนไปด้วย 19 และจากเมืองนั้นท่านได้จับข้าราชสำนัก ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพกับที่ปรึกษาของพระราชา อีก 5 คนที่พบในเมืองนั้น และอาลักษณ์ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพผู้เกณฑ์ประชาชนของแผ่นดิน และอีก 60 คนจากประชาชนของแผ่นดินซึ่งพบในเมือง 20 และเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้จับคนเหล่านี้พามาเฝ้าพระราชาแห่งบาบิโลนที่ริบลาห์ 21 และพระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงฟันเขา และประหารชีวิตเขาทั้งหลายเสียที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ยูดาห์จึงถูกกวาดไปเป็นเชลยจากแผ่นดินของตน 22 พระองค์ทรงตั้งเกดาลิยาห์บุตรอาหิคัม บุตรชาฟานให้เป็นเจ้าเมือง ปกครองประชาชนผู้เหลืออยู่ในแผ่นดินยูดาห์ ผู้ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ พระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงเหลือไว้ 23 เมื่อบรรดาผู้บังคับบัญชากองทัพทั้งตัวเขาทั้งหลาย และคนของเขาได้ยินว่า พระราชาแห่งบาบิโลนทรงแต่งตั้งเกดาลิยาห์ให้เป็นเจ้าเมือง พวกเขามาหาเกดาลิยาห์ที่มิสปาห์ คนเหล่านี้คืออิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ และโยฮานันบุตรคาเรอาห์ และเสไรอาห์บุตรทันหุเมทชาวเนโทฟาห์ และยาอาซันยาห์บุตรคนตระกูลมาอาคาห์ ทั้งตัวพวกเขาและคนของเขา 24 และเกดาลิยาห์ก็ทำสัตย์สาบานแก่พวกเขาและคนของเขาว่า “อย่ากลัวข้าราชการเคลเดียเลย จงอาศัยในแผ่นดินและปรนนิบัติพระราชาแห่งบาบิโลน แล้วท่านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข” 25 แต่ในเดือนที่ 7 อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ บุตรเอลีชามา ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ ได้เข้ามาพร้อมกับชาย 10 คน ได้โจมตีและฆ่าเกดาลิยาห์และคนยูดาห์กับคนเคลเดียผู้อยู่กับท่านที่มิสปาห์เสีย 26 แล้วประชาชนทั้งสิ้น ทั้งผู้น้อย และผู้ใหญ่ และผู้บังคับบัญชาพลรบได้ลุกขึ้น และไปยังอียิปต์เพราะเขากลัวคนเคลเดีย 27 และอยู่มาในปีที่ 37 ที่เยโฮยาคีนพระราชาแห่งยูดาห์ถูกเนรเทศ ในเดือนที่ 12 เมื่อวันที่ 27 ของเดือนนั้น ในปีที่เอวิลเมโรดักพระราชาแห่งบาบิโลนทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงให้เยโฮยาคีนพระราชาแห่งยูดาห์พ้นจากเรือนจำ 28 พระองค์ตรัสอย่างเมตตาแก่ท่าน และให้ที่นั่งที่มีเกียรติกว่าบรรดาที่นั่งของบรรดากษัตริย์ที่อยู่ในกรุงบาบิโลนกับพระองค์ 29 เยโฮยาคีนจึงได้ถอดเครื่องแต่งกายของนักโทษออก และได้รับประทานที่โต๊ะเสวยของพระราชาเป็นประจำ ทุกวันตลอดชีวิต 30 ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นก็ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์ ตามความต้องการในแต่ละวันตลอดชีวิตของท่าน Jeremiah 251 The word that came to Jeremiah concerning all the people of Judah, in the fourth year of Jehoiakim the son of Josiah, king of Judah (that was the first year of Nebuchadnezzar king of Babylon), 2 which Jeremiah the prophet spoke to all the people of Judah and all the inhabitants of Jerusalem: 3 “For twenty-three years, from the thirteenth year of Josiah the son of Amon, king of Judah, to this day, the word of the LORD has come to me, and I have spoken persistently to you, but you have not listened. 4 You have neither listened nor inclined your ears to hear, although the LORD persistently sent to you all his servants the prophets, 5 saying, ‘Turn now, every one of you, from his evil way and evil deeds, and dwell upon the land that the LORD has given to you and your fathers from of old and forever. 6 Do not go after other gods to serve and worship them, or provoke me to anger with the work of your hands. Then I will do you no harm.’ 7 Yet you have not listened to me, declares the LORD, that you might provoke me to anger with the work of your hands to your own harm. 8 “Therefore thus says the LORD of hosts: Because you have not obeyed my words, 9 behold, I will send for all the tribes of the north, declares the LORD, and for Nebuchadnezzar the king of Babylon, my servant, and I will bring them against this land and its inhabitants, and against all these surrounding nations. I will devote them to destruction, and make them a horror, a hissing, and an everlasting desolation. 10 Moreover, I will banish from them the voice of mirth and the voice of gladness, the voice of the bridegroom and the voice of the bride, the grinding of the millstones and the light of the lamp. 11 This whole land shall become a ruin and a waste, and these nations shall serve the king of Babylon seventy years. 12 Then after seventy years are completed, I will punish the king of Babylon and that nation, the land of the Chaldeans, for their iniquity, declares the LORD, making the land an everlasting waste. 13 I will bring upon that land all the words that I have uttered against it, everything written in this book, which Jeremiah prophesied against all the nations. 14 For many nations and great kings shall make slaves even of them, and I will recompense them according to their deeds and the work of their hands.” 15 Thus the LORD, the God of Israel, said to me: “Take from my hand this cup of the wine of wrath, and make all the nations to whom I send you drink it. 16 They shall drink and stagger and be crazed because of the sword that I am sending among them.” 17 So I took the cup from the LORD's hand, and made all the nations to whom the LORD sent me drink it: 18 Jerusalem and the cities of Judah, its kings and officials, to make them a desolation and a waste, a hissing and a curse, as at this day; 19 Pharaoh king of Egypt, his servants, his officials, all his people, 20 and all the mixed tribes among them; all the kings of the land of Uz and all the kings of the land of the Philistines (Ashkelon, Gaza, Ekron, and the remnant of Ashdod); 21 Edom, Moab, and the sons of Ammon; 22 all the kings of Tyre, all the kings of Sidon, and the kings of the coastland across the sea; 23 Dedan, Tema, Buz, and all who cut the corners of their hair; 24 all the kings of Arabia and all the kings of the mixed tribes who dwell in the desert; 25 all the kings of Zimri, all the kings of Elam, and all the kings of Media; 26 all the kings of the north, far and near, one after another, and all the kingdoms of the world that are on the face of the earth. And after them the king of Babylon shall drink. 27 “Then you shall say to them, ‘Thus says the LORD of hosts, the God of Israel: Drink, be drunk and vomit, fall and rise no more, because of the sword that I am sending among you.’ 28 “And if they refuse to accept the cup from your hand to drink, then you shall say to them, ‘Thus says the LORD of hosts: You must drink! 29 For behold, I begin to work disaster at the city that is called by my name, and shall you go unpunished? You shall not go unpunished, for I am summoning a sword against all the inhabitants of the earth, declares the LORD of hosts.’ 30 “You, therefore, shall prophesy against them all these words, and say to them: “‘The LORD will roar from on high, and from his holy habitation utter his voice; he will roar mightily against his fold, and shout, like those who tread grapes, against all the inhabitants of the earth. 31 The clamor will resound to the ends of the earth, for the LORD has an indictment against the nations; he is entering into judgment with all flesh, and the wicked he will put to the sword, declares the LORD.’ 32 “Thus says the LORD of hosts: Behold, disaster is going forth from nation to nation, and a great tempest is stirring from the farthest parts of the earth! 33 “And those pierced by the LORD on that day shall extend from one end of the earth to the other. They shall not be lamented, or gathered, or buried; they shall be dung on the surface of the ground. 34 “Wail, you shepherds, and cry out, and roll in ashes, you lords of the flock, for the days of your slaughter and dispersion have come, and you shall fall like a choice vessel. 35 No refuge will remain for the shepherds, nor escape for the lords of the flock. 36 A voice—the cry of the shepherds, and the wail of the lords of the flock! For the LORD is laying waste their pasture, 37 and the peaceful folds are devastated because of the fierce anger of the LORD. 38 Like a lion he has left his lair, for their land has become a waste because of the sword of the oppressor, and because of his fierce anger.” |