ดา วิด อธิษฐาน
| Secondary Keywords | ซามูเอล ดาวิด พระมหากษัตริย์ พินัยกรรม ราชอาณาจักร สห สัญญา อาขยาน เก่า |
|---|---|
| Scriptures | 2 Samuel 121 พระยาห์เวห์ทรงใช้นาธันไปหาดาวิด นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและทูลพระองค์ว่า “ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน 2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคมากมาย 3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเล็กๆ ตัวเดียวที่เขาซื้อมา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ มันเติบโตมากับเขาและบรรดาบุตรของเขา มันกินอาหารที่เขากิน และดื่มจากถ้วยเดียวกับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา 4 ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งเดินทางมา เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของเขามาทำอาหารเลี้ยงคนที่เดินทางมานั้น จึงเอาแกะตัวเมียของคนจนนั้นเตรียมเป็นอาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยม” 5 ดาวิดกริ้วคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธันว่า “พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด คนที่ทำเช่นนั้นสมควรตาย 6 และจะต้องคืนลูกแกะตัวเมียให้สี่เท่าเพราะเขาได้ทำสิ่งนี้ และเพราะว่าเขาไม่มีความเมตตา” 7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า “ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ‘เราได้เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และเราช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล 8 และเราได้มอบเชื้อวงศ์เจ้านายของเจ้าให้เจ้า และได้มอบเหล่ามเหสีของเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า และมอบวงศ์วานของอิสราเอลและยูดาห์ให้แก่เจ้า ถ้าเท่านี้ยังน้อยไป เราจะเพิ่มให้มากมายกว่านี้ 9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระยาห์เวห์? ทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์ เจ้าประหารอุรียาห์คนฮิตไทต์ด้วยดาบ เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของเจ้า และฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน 10 เพราะฉะนั้นบัดนี้ดาบนั้นจะไม่คลาดไปจากราชวงศ์ของเจ้าตลอดไป เพราะเจ้าได้ดูหมิ่นเรา เอาภรรยาของอุรียาห์คนฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า’ 11 พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะให้เหตุร้ายเกิดขึ้นกับเจ้า จากครอบครัวของเจ้าเอง และต่อหน้าเจ้า เราจะเอาเหล่าภรรยาของเจ้าไปให้แก่เพื่อนของเจ้า ผู้นั้นจะนอนร่วมกับเหล่าภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย 12 เพราะเจ้าทำการนั้นอย่างลับๆ แต่เราจะทำการนี้ต่อหน้าอิสราเอลทั้งสิ้นอย่างเปิดเผย’ ” 13 ดาวิดจึงรับสั่งกับนาธันว่า “เราได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์แล้ว” และนาธันทูลดาวิดว่า “พระยาห์เวห์ทรงให้อภัยบาปของฝ่าพระบาทแล้ว ฝ่าพระบาทจะไม่สิ้นพระชนม์ 14 อย่างไรก็ตาม เพราะฝ่าพระบาทได้หมิ่นประมาทพระยาห์เวห์จริงๆ ด้วยการกระทำครั้งนี้ ราชโอรสที่ประสูติมานั้นจะสิ้นพระชนม์แน่นอน” 15 แล้วนาธันก็กลับไปยังบ้านของเขา แล้วพระยาห์เวห์ทรงทำให้ราชโอรสนั้น ซึ่งภรรยาของอุรียาห์ประสูติให้แก่ดาวิดประชวรหนัก 16 ดาวิดก็ทรงอ้อนวอนพระเจ้าเพื่อพระกุมารนั้น และดาวิดทรงอดอาหารและบรรทมบนพื้นดินคืนยังรุ่ง 17 พวกผู้ใหญ่ในราชสำนักของพระองค์ก็ลุกขึ้นมายืนเข้าเฝ้าอยู่ หมายจะทูลเชิญให้พระองค์ทรงลุกจากพื้นดิน แต่พระองค์ไม่ทรงยอมและไม่เสวยกับเขาทั้งหลาย 18 พอวันที่เจ็ดพระกุมารนั้นก็สิ้นพระชนม์ ส่วนข้าราชการของดาวิดก็กลัว ไม่กล้าทูลดาวิดว่าพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว เขาพูดกันว่า “ดูสิ เมื่อพระกุมารนั้นทรงพระชนม์อยู่ เราทูลพระองค์ พระองค์ไม่ทรงฟังเสียงของเรา แล้วเราจะทูลได้อย่างไรว่าพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์ก็อาจทำอันตรายต่อตัวพระองค์เอง” 19 แต่เมื่อดาวิดทอดพระเนตรเห็นข้าราชการกระซิบกระซาบกันอยู่ ดาวิดเข้าพระทัยว่าพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ดาวิดจึงรับสั่งถามข้าราชการของพระองค์ว่า “เด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้วหรือ?” เขาทูลตอบว่า “สิ้นพระชนม์แล้ว พ่ะย่ะค่ะ” 20 แล้วดาวิดทรงลุกขึ้นจากพื้นดิน ชำระพระกาย ชโลมพระองค์ เปลี่ยนฉลองพระองค์ ดำเนินเข้าไปในพระนิเวศของพระยาห์เวห์และนมัสการ แล้วเสด็จกลับพระราชวังของพระองค์ รับสั่งให้จัดอาหารมา แล้วพระองค์ก็เสวย 21 ข้าราชการจึงทูลถามพระองค์ว่า “ทำไมฝ่าพระบาททรงทำเช่นนี้? ฝ่าพระบาททรงอดอาหารและกันแสงเพื่อพระกุมารนั้น เมื่อทรงพระชนม์อยู่ แต่เมื่อพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ฝ่าพระบาทก็ทรงลุกขึ้นเสวยอาหาร” 22 พระองค์รับสั่งว่า “เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราว่า ‘ใครจะทราบได้ว่าพระยาห์เวห์อาจจะทรงเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตต่อได้’ 23 แต่เดี๋ยวนี้เขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม? เราจะทำเด็กให้ฟื้นขึ้นมาได้หรือ? มีแต่เราจะตามเด็กนั้นไป เขาจะไม่กลับมาหาเรา” 24 ฝ่ายดาวิดทรงปลอบโยนบัทเชบามเหสีของพระองค์ และทรงเข้าไปหา และทรงหลับนอนกับพระนาง พระนางก็ประสูติโอรสองค์หนึ่งชื่อซาโลมอน และพระยาห์เวห์ทรงรักซาโลมอน 25 และทรงใช้นาธันผู้เผยพระวจนะไป ท่านจึงให้ชื่อพระราชโอรสนั้นว่า เยดีดิยาห์ เพราะเห็นแก่พระยาห์เวห์ 26 ฝ่ายโยอาบสู้รบกับเมืองรับบาห์ของคนอัมโมน และยึดราชธานีได้ 27 โยอาบจึงส่งผู้สื่อสารไปเฝ้าดาวิด ทูลว่า “ข้าพระบาทได้สู้รบกับกรุงรับบาห์ ยิ่งกว่านั้นอีก ข้าพระบาทตีเมืองที่เป็นแหล่งน้ำได้แล้ว 28 บัดนี้ขอฝ่าพระบาททรงรวบรวมทหารที่เหลือ เข้าตั้งค่ายตีเมืองนั้นให้ได้ เพราะเกรงว่าถ้าข้าพระบาทตีได้ ก็จะเรียกชื่อเมืองนั้นตามชื่อของข้าพระบาท” 29 ดาวิดจึงทรงรวบรวมทหารทั้งหมดยกไปยังเมืองรับบาห์ และทรงต่อสู้จนยึดเมืองนั้นได้ 30 ทรงริบมงกุฎจากเศียรของมิลโคม มงกุฎนั้นเป็นทองคำหนักประมาณ 34 กิโลกรัม ประดับด้วยเพชรพลอยและเขาก็สวมบนพระเศียรของดาวิด และพระองค์ทรงริบทรัพย์สมบัติของเมืองนั้นออกไปมากมาย 31 ทรงนำประชาชนที่อยู่ในเมืองนั้นออกมา กำหนดให้ทำงานด้วยเลื่อย คราดเหล็กและขวานเหล็ก และส่งให้ทำงานที่เตาเผาอิฐ ทรงทำเช่นนี้แก่เมืองทั้งหมดของคนอัมโมน แล้วดาวิดก็เสด็จกลับไปกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับทหารทั้งสิ้น 2 Samuel 221 ดาวิดถวายถ้อยคำของเพลงบทนี้แด่พระยาห์เวห์ ในวันที่พระยาห์เวห์ทรงช่วยกู้ท่านให้พ้นจากมือศัตรูทั้งสิ้นของท่าน และจากเงื้อมพระหัตถ์ของซาอูล 2 ท่านกล่าวว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นศิลาป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า 3 พระเจ้าแห่งศิลาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ พระองค์ทรงเป็นโล่ เป็นพลังแห่งความรอดของข้าพเจ้า ทรงเป็นที่กำบังอันแข็งแกร่งและที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า พระผู้ช่วยของข้าพเจ้า พระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดจากความทารุณ 4 ข้าพเจ้าร้องทูลพระยาห์เวห์ ผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ และข้าพเจ้ารับการช่วยให้พ้นจากบรรดาศัตรูของข้าพเจ้า 5 “เพราะคลื่นมรณะล้อมข้าพเจ้า กระแสแห่งความหายนะท่วมทับข้าพเจ้า 6 สายใยของแดนคนตายพันตัวข้าพเจ้า บ่วงมัจจุราชอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า 7 “เมื่อมีความทุกข์ลำบาก ข้าพเจ้าร้องทูลพระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของข้าพเจ้า จากพระวิหารของพระองค์ พระองค์ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้า และเสียงร้องของข้าพเจ้าได้ยินไปถึงพระกรรณของพระองค์ 8 “แล้วแผ่นดินก็สั่นสะเทือนและโคลงเคลง รากฐานของฟ้าสวรรค์ก็หวั่นไหว และสั่นสะเทือนเพราะพระองค์กริ้ว 9 ควันออกไปตามช่องพระนาสิกของพระองค์ และเพลิงผลาญออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ถ่านก็ติดเปลวไฟมาจากพระองค์ 10 พระองค์ทรงโน้มฟ้าสวรรค์ลงด้วยและเสด็จลงมา ความมืดทึบอยู่ใต้พระบาทของพระองค์ 11 พระองค์ทรงเครูบตนหนึ่ง แล้วทรงเหาะไป เขาเห็นพระองค์เสด็จโดยปีกของลม 12 พระองค์ทรงทำให้ความมืดปกคลุมพระองค์ คือเมฆทึบ อันเป็นที่รวมน้ำ 13 ถ่านลุกเป็นเพลิง จากความสว่างสุกใสข้างหน้าพระองค์ 14 พระยาห์เวห์ทรงคำรนครืนครั่นจากฟ้าสวรรค์ และองค์ผู้สูงสุดก็เปล่งพระสุรเสียงของพระองค์ 15 และพระองค์ทรงแผลงศร ทำให้พวกเขากระจัดกระจาย ทรงทำให้เกิดฟ้าแลบ ทำให้พวกเขาแตกหนี 16 และก้นทะเลก็ปรากฏ อีกทั้งรากของพิภพก็เผยโฉม ตามการกำราบของพระยาห์เวห์ ตามลมที่พวยพุ่งจากช่องพระนาสิกของพระองค์ 17 “พระองค์ทรงเอื้อมมาจากที่สูง ทรงจับข้าพเจ้า ทรงดึงข้าพเจ้าออกมาจากน้ำมากหลาย 18 พระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าจากศัตรูเข้มแข็ง จากบรรดาผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า เพราะพวกเขาแข็งแรงกว่าข้าพเจ้ายิ่งนัก 19 พวกเขาปะทะข้าพเจ้าในวันที่ข้าพเจ้าประสบภัยพิบัติ แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า 20 พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าออกมายังที่กว้างใหญ่ และทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าไว้เพราะพระองค์พอพระทัยข้าพเจ้า 21 “พระยาห์เวห์ประทานรางวัลแก่ข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า พระองค์ทรงตอบแทนข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนมือสะอาด 22 เพราะข้าพเจ้ารักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ และไม่ได้ทำบาปโดยหันจากพระเจ้าของข้าพเจ้า 23 เพราะกฎหมายทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า และข้าพเจ้าไม่ได้หันจากกฎเกณฑ์ของพระองค์ 24 ข้าพเจ้าไร้ตำหนิต่อพระองค์ และข้าพเจ้ารักษาตัวไว้ไม่ทำชั่ว 25 เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ทรงตอบแทนข้าพเจ้าตามความชอบธรรมของข้าพเจ้า ตามความสะอาดของข้าพเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์ 26 “พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ว่าซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ว่าไร้ตำหนิต่อผู้ที่ไร้ตำหนิ 27 พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ว่าบริสุทธิ์ต่อผู้ที่บริสุทธิ์ พระองค์ทรงสำแดงเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ที่คดโกง 28 พระองค์ทรงช่วยประชาชนที่ถ่อมตัวให้รอด แต่ดวงตาที่หยิ่งยโสนั้น พระองค์ทรงทำให้ต่ำลง 29 ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงเป็นประทีปของข้าพระองค์ พระยาห์เวห์ทรงทำความมืดของข้าพระองค์ให้สว่าง 30 เพราะโดยพระองค์ ข้าพระองค์ตะลุยกองทัพได้ และโดยพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กระโดดข้ามกำแพงได้ 31 สำหรับพระเจ้าพระองค์นี้ พระมรรคาของพระองค์ไร้ตำหนิ พระดำรัสของพระยาห์เวห์พิสูจน์จนเห็นจริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นโล่ของทุกคนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ 32 “เพราะผู้ใดเป็นพระเจ้า นอกจากพระยาห์เวห์? และผู้ใดเล่าเป็นพระศิลา เว้นแต่พระเจ้าของเรา? 33 คือพระเจ้าผู้ทรงทำให้ข้าพเจ้าแข็งแรง และทรงทำให้ทางของข้าพเจ้าปลอดภัย 34 พระองค์ทรงทำให้เท้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย และทรงวางข้าพเจ้าไว้บนที่สูง 35 พระองค์ทรงฝึกมือข้าพเจ้าให้ทำสงคราม แขนข้าพเจ้าจึงโก่งคันธนูทองสัมฤทธิ์ได้ 36 พระองค์ประทานโล่แห่งความรอดของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และการถ่อมพระองค์ลงก็ทำให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่ขึ้น 37 พระองค์ประทานที่กว้างขวางสำหรับย่างเท้าของข้าพระองค์ เท้าของข้าพระองค์จึงไม่พลาด 38 ข้าพระองค์ไล่ตามพวกศัตรูของข้าพระองค์และได้ทำลายพวกเขาเสีย และไม่หันกลับจนกว่าพวกเขาถูกผลาญเสียสิ้น 39 ข้าพระองค์ทำลายพวกเขาหมดสิ้น ข้าพระองค์แทงพวกเขาทะลุ เขาจึงไม่สามารถลุกขึ้นอีก เขาล้มลงใต้เท้าของข้าพระองค์ 40 เพราะพระองค์ประทานกำลังแก่ข้าพระองค์เพื่อทำสงคราม พระองค์ทรงทำให้บรรดาผู้ที่ลุกขึ้นสู้ข้าพระองค์สยบลงอย่างราบคาบ 41 พระองค์ทรงทำให้บรรดาศัตรูของข้าพระองค์หันหลังให้ข้าพระองค์ บรรดาผู้ที่เกลียดชังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ทำลายเสียสิ้น 42 พวกเขามองหา แต่ไม่มีใครช่วยให้รอดได้ เขาร้องทูลพระยาห์เวห์ แต่พระองค์มิได้ทรงตอบพวกเขา 43 ข้าพระองค์จึงทุบเขาแหลกละเอียดอย่างผงคลีดิน ข้าพระองค์ขยี้พวกเขาและกระจายพวกเขาออกไปเหมือนโคลนตามถนน 44 “พระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากการทะเลาะวิวาทกับประชาชนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ไว้ให้เป็นหัวหน้าของบรรดาประชาชาติ ชนชาติที่ข้าพระองค์ไม่เคยรู้จักก็จะปรนนิบัติข้าพระองค์ 45 ชนต่างด้าวจะหมอบราบต่อข้าพระองค์ พอพวกเขาได้ยินถึงข้าพระองค์ พวกเขาก็จะเชื่อฟังข้าพระองค์ 46 คนต่างด้าวเสียขวัญ และตัวสั่นออกมาจากที่กำบังแข็งแกร่งของเขา 47 “พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่ และพระศิลาของข้าพระองค์เป็นที่ควรสรรเสริญ พระเจ้า พระศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์เป็นที่ยกย่อง 48 คือพระเจ้าผู้ทรงแก้แค้นให้ข้าพระองค์ และนำชนชาติทั้งหลายลงให้อยู่ใต้ข้าพระองค์ 49 ผู้ทรงนำข้าพระองค์ออกมาจากบรรดาศัตรูของข้าพระองค์ พระองค์ทรงยกข้าพระองค์อยู่เหนือบรรดาผู้ลุกขึ้นสู้ข้าพระองค์ พระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์จากคนโหดร้าย 50 “เพราะฉะนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์จึงยกย่องพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และร้องเพลงสดุดีพระนามของพระองค์ 51 พระองค์ประทานชัยชนะยิ่งใหญ่แก่กษัตริย์ของพระองค์ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่ผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้นั้น คือดาวิดและพงศ์พันธุ์ของท่านเป็นนิตย์ 2 Samuel 71 ต่อมาเมื่อพระราชาประทับในพระราชวังของพระองค์ และพระยาห์เวห์ทรงให้พระองค์พักสงบจากเหล่าศัตรูรอบด้านของพระองค์ 2 พระราชาตรัสกับนาธันผู้เผยพระวจนะว่า “ดูสิ เราอยู่ในบ้านทำด้วยไม้สนสีดาร์ แต่หีบของพระเจ้าอยู่ในเต็นท์” 3 และนาธันทูลพระราชาว่า “ขอทรงทำทุกสิ่งตามพระทัยของฝ่าพระบาทเพราะพระยาห์เวห์สถิตกับฝ่าพระบาท” 4 แต่ต่อมาในคืนวันนั้น พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงนาธันว่า 5 “จงไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เจ้าจะสร้างนิเวศให้เราอยู่หรือ? 6 เราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับแต่วันที่เราพาพงศ์พันธุ์อิสราเอลขึ้นมาจากอียิปต์จนถึงวันนี้ และเราเองก็ไปกับเต็นท์และกับพลับพลา 7 ในที่ต่างๆ ที่เราเองไปกับพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมด เราเคยพูดสักคำกับผู้นำคนไหนในเผ่าของอิสราเอล ผู้ที่เราบัญชาให้เขาเลี้ยงดูอิสราเอลประชากรของเราไหมว่า ทำไมพวกเจ้าไม่สร้างนิเวศไม้สนสีดาร์ให้เรา? 8 เพราะฉะนั้น บัดนี้เจ้าจงกล่าวแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราเองนำเจ้ามาจากทุ่งหญ้า จากการตามฝูงแพะ แกะ เพื่อให้เจ้าเป็นผู้นำเหนืออิสราเอลประชากรของเรา 9 เราอยู่กับเจ้าทุกแห่งที่เจ้าไป และได้กำจัดศัตรูของเจ้าทั้งหมดให้พ้นหน้าเจ้า และเราจะทำให้เจ้ามีชื่อเสียงโด่งดัง เช่นเดียวกับชื่อเสียงของพวกผู้ยิ่งใหญ่ในโลก 10 และเราจะกำหนดที่หนึ่งให้อิสราเอลประชากรของเรา และเราจะปลูกฝังพวกเขาไว้ เพื่อพวกเขาจะได้อยู่ในที่ของเขาเองและไม่ถูกรบกวนอีก และพงศ์พันธุ์ของคนอธรรมจะไม่ข่มเหงเขาอีกดังที่ผ่านมา 11 ตั้งแต่สมัยเมื่อเราตั้งพวกผู้วินิจฉัยเหนืออิสราเอลประชากรของเรา และเราจะให้เจ้าพักสงบจากพวกศัตรูของเจ้า พระยาห์เวห์ตรัสแก่เจ้าอีกว่า พระยาห์เวห์จะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์ 12 เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้าล่วงหลับอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะตั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าคนหนึ่งสืบต่อจากเจ้า ผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา 13 เขาเองจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ 14 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขาทำบาปเราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนอย่างบุตรมนุษย์ทั้งหลาย 15 แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่ละไปจากเขา ดังที่เราละจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า 16 ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะตั้งมั่นอยู่ต่อหน้าเจ้านิรันดร และบัลลังก์ของเจ้าจะมั่นคงนิรันดร” 17 นาธันก็กราบทูลดาวิดตามถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้นและตามนิมิตนี้ทั้งหมด 18 แล้วพระราชาดาวิดจึงเสด็จไปประทับเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ และกราบทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย ข้าพระองค์เป็นใครเล่าและพงศ์พันธุ์ของข้าพระองค์เป็นใคร พระองค์จึงทรงนำข้าพระองค์มาไกลขนาดนี้? 19 แต่สิ่งนี้ก็ยังเล็กน้อยในสายพระเนตรของพระองค์ โอพระยาห์เวห์องค์เจ้านาย เพราะพระองค์ยังตรัสถึงราชวงศ์ของผู้รับใช้ของพระองค์ในอนาคต ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย สิ่งนี้เป็นกฎสำหรับมนุษย์ 20 ดาวิดจะกราบทูลสิ่งใดอีกต่อพระองค์ได้เล่า? ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย พระองค์เองทรงรู้จักผู้รับใช้ของพระองค์ 21 ที่พระองค์ทรงทำสิ่งใหญ่โตนี้ทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้รับใช้ของพระองค์ทราบก็เพราะพระดำรัสของพระองค์ และตามชอบพระทัยของพระองค์ 22 ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย ฉะนั้นพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ ไม่มีพระเจ้านอกเหนือพระองค์ ตามทุกสิ่งที่หูของพวกข้าพระองค์ได้ยินมา 23 ใครจะเหมือนอิสราเอลประชากรของพระองค์? ชนชาติเดียวในโลกนี้ ซึ่งพระเจ้าเสด็จไปไถ่มาให้เป็นประชากรของพระองค์ เพื่อให้พระนามของพระองค์รับเกียรติ เพื่อทรงทำสิ่งยิ่งใหญ่และน่าเกรงกลัวเพื่อพวกเจ้า เพื่อแผ่นดินของพระองค์ ต่อหน้าประชากรของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่ออกจากอียิปต์เพื่อพระองค์ จากบรรดาประชาชาติและบรรดาพระของเขา 24 และพระองค์ทรงตั้งอิสราเอลประชากรของพระองค์ให้มั่นคง ให้เป็นประชากรของพระองค์ตลอดนิรันดร์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ และพระองค์เองก็ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา 25 ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้า พระวจนะซึ่งพระองค์ตรัสเกี่ยวกับผู้รับใช้ของพระองค์ และเกี่ยวกับราชวงศ์ของเขา ขอพระวจนะนั้นมั่นคงอยู่เป็นนิตย์ และทรงทำดังที่พระองค์ตรัสไว้ 26 ขอพระนามของพระองค์เป็นที่สรรเสริญตลอดนิรันดร์ว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพทรงเป็นพระเจ้าเหนืออิสราเอล’ และราชวงศ์ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์จะตั้งมั่นคงอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ 27 เพราะพระองค์ พระยาห์เวห์จอมทัพ พระเจ้าของอิสราเอล ได้ทรงสำแดงแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ ตรัสว่า ‘เราจะสร้างราชวงศ์ให้เจ้า’ เพราะฉะนั้น ผู้รับใช้ของพระองค์จึงมีใจกล้าวิงวอนต่อพระองค์ด้วยคำอธิษฐานนี้ 28 และบัดนี้ ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์เป็นความจริง และพระองค์ตรัสสิ่งดีนี้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ 29 เพราะฉะนั้น บัดนี้ขอทรงอวยพรราชวงศ์ผู้รับใช้ของพระองค์ ให้ดำเนินอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เป็นนิตย์ ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย เพราะพระองค์ตรัสแล้ว และด้วยพรของพระองค์ ก็ขอให้ราชวงศ์ผู้รับใช้ของพระองค์รับพระพรเป็นนิตย์” |








