ความ ประทับ ใจ ใน บา บู โลน
| Secondary Keywords | Esther Ezra กลับ การเนรเทศ การเป็นเชลย นครใหญ่ พินัยกรรม เก่า |
|---|---|
| Scriptures | 2 Chronicles 36 2 Kings 25 Jeremiah 25 |
2 Chronicles 361 แล้วประชาชนในแผ่นดินนั้นก็นำเยโฮอาหาสพระราชโอรสของโยสิยาห์มา และตั้งให้เป็นกษัตริย์แทนพระราชบิดาในกรุงเยรูซาเล็ม2 เยโฮอาหาสมีพระชนมายุ 23 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็มสามเดือน3 และพระราชาแห่งอียิปต์ทรงถอดถอนพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม และปรับแผ่นดินนั้นให้ถวายบรรณาการเป็นเงินหนัก 3,400 กิโลกรัม และทองคำหนัก 34 กิโลกรัม4 และพระราชาแห่งอียิปต์ทรงตั้งเอลียาคิมพระเชษฐาของเยโฮอาหาส ให้เป็นกษัตริย์เหนือยูดาห์และกรุงเยรูซาเล็ม และทรงเปลี่ยนพระนามให้ใหม่ว่า เยโฮยาคิม แต่เนโคทรงจับเยโฮอาหาส พระอนุชาแล้วนำไปยังอียิปต์5 เยโฮยาคิมมีพระชนมายุ 25 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 11 ปี พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์6 เนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลนเสด็จมาต่อสู้กับพระองค์ และล่ามพระองค์ด้วยโซ่ตรวนเพื่อนำไปยังบาบิโลน7 เนบูคัดเนสซาร์ทรงนำเครื่องใช้ส่วนหนึ่งแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ไปยังบาบิโลน และทรงเก็บไว้ในพระวิหารของพระองค์ในบาบิโลน8 ส่วนพระราชกิจอื่นๆ ของเยโฮยาคิม และสิ่งน่าเกลียดน่าชังที่พระองค์ทรงกระทำ รวมทั้งสิ่งที่ไม่ดีอื่นๆ ซึ่งพบในพระองค์ ดูสิ มีบันทึกในหนังสือพงศ์กษัตริย์ของอิสราเอล และยูดาห์ และเยโฮยาคีนพระราชโอรสของพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์แทน9 เยโฮยาคีนมีพระชนมายุ 18 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 3 เดือนกับ 10 วัน พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์10 เมื่อถึงฤดูแล้งกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงใช้คนไปนำเยโฮยาคีนมายังบาบิโลน พร้อมกับเครื่องใช้มีค่าแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และทรงตั้งเศเดคียาห์พระญาติของพระองค์เป็นกษัตริย์เหนือยูดาห์และกรุงเยรูซาเล็ม11 เศเดคียาห์ มีพระชนมายุ 21 พรรษาเมื่อทรงเป็นกษัตริย์ และทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 11 ปี12 พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์ และพระองค์ทรงไม่ถ่อมพระองค์ลงต่อเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ ผู้กล่าวจากพระโอษฐ์ของพระยาห์เวห์13 ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังทรงกบฏต่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ผู้ทรงให้พระองค์สาบานโดยอ้างพระเจ้า พระองค์แข็งพระศอของพระองค์และทำพระทัยให้กระด้าง โดยไม่หันไปหาพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล14 พวกหัวหน้าปุโรหิตและบรรดาผู้นำของประชาชนก็เหมือนกัน คือล้วนไม่ซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาติดตามสิ่งน่าเกลียดน่าชังของประชาชาติ และเขาทั้งหลายทำให้พระนิเวศของพระยาห์เวห์ในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งพระองค์ทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้นเป็นมลทินไป15 พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขาทรงกล่าวโดยทูตของพระองค์อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะพระองค์ทรงเมตตาสงสารประชากรและที่ประทับของพระองค์16 แต่เขาทั้งหลายเย้ยหยันบรรดาทูตของพระเจ้าอยู่เสมอ และดูหมิ่นพระวจนะของพระองค์ ทั้งเยาะเย้ยบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์ จนพระพิโรธของพระยาห์เวห์พลุ่งขึ้นต่อประชากรของพระองค์จนแก้ไขไม่ได้17 พระเจ้าจึงทรงนำพระราชาของคนเคลเดีย มาต่อสู้กับเขาทั้งหลาย พระราชานั้นทรงฆ่าชายหนุ่มของพวกเขาด้วยดาบในพระนิเวศ อันเป็นสถานนมัสการของเขาและไม่มีความกรุณาต่อชายหนุ่ม หรือหญิงพรหมจารี คนแก่หรือคนชรา พระเจ้าทรงมอบทุกคนไว้ในพระหัตถ์ของพระราชานั้น18 รวมทั้งเครื่องใช้ทั้งหมดแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทั้งใหญ่และเล็ก กับทรัพย์สมบัติแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และพวกเจ้านายของพระองค์ พระราชานั้นทรงนำของทั้งหมดมายังบาบิโลน19 เขาทั้งหลายเผาพระนิเวศของพระเจ้า พังกำแพงกรุงเยรูซาเล็มลงและเอาไฟเผาวังทั้งหมดของเมืองนั้น ทั้งทำลายเครื่องใช้มีค่าทุกอย่างในนั้น20 และพวกที่เหลือรอดจากดาบนั้น พระราชานั้นทรงกวาดต้อนไปยังบาบิโลน พวกเขาจึงเป็นทาสรับใช้ของพระองค์ และของบรรดาราชวงศ์ของพระองค์จนถึงสมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียเรืองอำนาจ21 เพื่อให้สำเร็จตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ผ่านปากของเยเรมีย์ จนกว่าแผ่นดินได้พักตามสะบาโตที่ควรมี คือตลอดวันเวลาที่ถูกทิ้งร้างนั้น มันได้พักตามสะบาโต จนครบกำหนดเจ็ดสิบปี22 ในปีแรกแห่งรัชสมัยของไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซีย เพื่อให้พระวจนะของพระยาห์เวห์ที่ผ่านปากของเยเรมีย์สำเร็จ พระยาห์เวห์ทรงเร่งเร้าใจของไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซีย พระราชาจึงทรงให้มีการประกาศทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ และยังให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย กล่าวว่า23 “ไซรัสพระราชาแห่งเปอร์เซียตรัสดังนี้ว่า ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ได้ประทานอาณาจักรทั้งหมดแห่งแผ่นดินโลกแก่เรา และพระองค์ทรงกำชับเราให้สร้างพระนิเวศแด่พระองค์ที่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งอยู่ในยูดาห์ มีใครในท่ามกลางพวกท่านที่เป็นประชากรของพระองค์ ขอพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขาสถิตกับเขา ขอให้เขากลับไปเถิด’ ” 2 Kings 251 และอยู่มาเมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปีที่ 9 แห่งรัชกาลของเศเดคียาห์ เนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงยกทัพทั้งสิ้นของพระองค์มาโจมตีกรุงเยรูซาเล็ม และล้อมกรุงนั้นไว้ และเขาทั้งหลายได้สร้างเครื่องล้อมไว้รอบ2 กรุงนั้นจึงถูกล้อมอยู่ถึงปีที่ 11 แห่งรัชกาลกษัตริย์เศเดคียาห์3 เมื่อถึงวันที่ 9 ของเดือนที่ 4 เกิดการกันดารอาหารรุนแรงในกรุงนั้น ไม่มีอาหารให้แก่ประชาชนของแผ่นดิน4 แล้วกรุงนั้นก็แตก ทหารทั้งสิ้นหนีออกไปในเวลากลางคืนตามทางประตูเมือง ระหว่างกำแพงทั้งสองซึ่งอยู่ริมพระราชอุทยาน (ทั้งๆ ที่คนเคลเดียอยู่รอบเมือง) และพระราชาก็เสด็จตามทางไปลุ่มแม่น้ำจอร์แดน5 แต่กองทัพของคนเคลเดียได้ไล่ตามพระราชา และมาทันพระองค์ในที่ราบเมืองเยรีโค และกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์ก็กระจัดกระจายไปจากพระองค์6 แล้วพวกเขาจึงจับพระราชา แล้วนำขึ้นมายังพระราชาแห่งบาบิโลนที่เมืองริบลาห์ และกล่าวพิพากษาพระราชาแห่งยูดาห์7 พวกเขาได้ประหารชีวิตบรรดาพระราชโอรสของเศเดคียาห์ต่อพระพักตร์ของพระองค์ แล้วควักพระเนตรของเศเดคียาห์ออก และตีตรวนพระองค์ แล้วพาพระองค์ไปยังบาบิโลน8 เมื่อวันที่ 7 เดือนที่ 5 ซึ่งเป็นปีที่ 19 ของรัชกาลกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ พระราชาแห่งบาบิโลน เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ข้าราชการคนหนึ่งของพระราชาแห่งบาบิโลนได้มายังกรุงเยรูซาเล็ม9 ท่านได้เผาพระนิเวศของพระยาห์เวห์ พระราชวัง และบ้านเรือนทั้งหมดของเยรูซาเล็ม ท่านเผาบ้านใหญ่ทุกหลังลงหมดด้วยไฟ10 และทหารคนเคลเดียทั้งหมดผู้อยู่กับผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ได้ทลายกำแพงรอบเยรูซาเล็มลง11 และประชาชนที่เหลืออยู่ซึ่งอยู่ในเมือง และคนหลบหนีซึ่งหลบหนีไปหาพระราชาแห่งบาบิโลน พร้อมกับมวลชนที่เหลืออยู่นั้น เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้กวาดต้อนไปเป็นเชลย12 แต่ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้ละคนจนที่สุดแห่งแผ่นดินไว้ให้เป็นคนทำสวนองุ่นและเป็นคนทำไร่ไถนา13 และเสาทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และแท่นกับอ่างสาครทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์นั้น คนเคลเดียได้ทุบเป็นชิ้นๆ และขนเอาทองสัมฤทธิ์ไปยังบาบิโลน14 พวกเขาขนหม้อ พลั่ว และตะไกรตัดไส้ตะเกียง และชามเครื่องหอม และเครื่องใช้ทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดซึ่งใช้ในงานของพระวิหารเอาไปเสีย15 ทั้งกระถางไฟด้วย กับชามอ่าง สิ่งใดที่ทำด้วยทองคำหรือเงิน ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ก็ขนเอาไป16 ส่วนเสาใหญ่สองต้น อ่างสาครหนึ่งใบ และแท่นซึ่งซาโลมอนทรงสร้างสำหรับพระนิเวศของพระยาห์เวห์นั้น ทองสัมฤทธิ์ของภาชนะเหล่านี้ก็หนักเกินกว่าที่จะชั่งได้17 เสาใหญ่ต้นหนึ่งสูงประมาณ 8 เมตร และมีบัวคว่ำทองสัมฤทธิ์บนเสา บัวคว่ำนั้นสูงประมาณ 1 เมตร มีตาข่ายกับลูกทับทิมที่ล้วนเป็นทองสัมฤทธิ์อยู่บนบัวคว่ำโดยรอบ และเสาใหญ่ต้นที่สองพร้อมตาข่ายก็เหมือนกัน18 และผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ก็จับเสไรอาห์มหาปุโรหิต และเศฟันยาห์ปุโรหิตรอง กับผู้เฝ้าธรณีประตู 3 คนไปด้วย19 และจากเมืองนั้นท่านได้จับข้าราชสำนัก ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพกับที่ปรึกษาของพระราชา อีก 5 คนที่พบในเมืองนั้น และอาลักษณ์ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพผู้เกณฑ์ประชาชนของแผ่นดิน และอีก 60 คนจากประชาชนของแผ่นดินซึ่งพบในเมือง20 และเนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้จับคนเหล่านี้พามาเฝ้าพระราชาแห่งบาบิโลนที่ริบลาห์21 และพระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงฟันเขา และประหารชีวิตเขาทั้งหลายเสียที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ยูดาห์จึงถูกกวาดไปเป็นเชลยจากแผ่นดินของตน22 พระองค์ทรงตั้งเกดาลิยาห์บุตรอาหิคัม บุตรชาฟานให้เป็นเจ้าเมือง ปกครองประชาชนผู้เหลืออยู่ในแผ่นดินยูดาห์ ผู้ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ พระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงเหลือไว้23 เมื่อบรรดาผู้บังคับบัญชากองทัพทั้งตัวเขาทั้งหลาย และคนของเขาได้ยินว่า พระราชาแห่งบาบิโลนทรงแต่งตั้งเกดาลิยาห์ให้เป็นเจ้าเมือง พวกเขามาหาเกดาลิยาห์ที่มิสปาห์ คนเหล่านี้คืออิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ และโยฮานันบุตรคาเรอาห์ และเสไรอาห์บุตรทันหุเมทชาวเนโทฟาห์ และยาอาซันยาห์บุตรคนตระกูลมาอาคาห์ ทั้งตัวพวกเขาและคนของเขา24 และเกดาลิยาห์ก็ทำสัตย์สาบานแก่พวกเขาและคนของเขาว่า “อย่ากลัวข้าราชการเคลเดียเลย จงอาศัยในแผ่นดินและปรนนิบัติพระราชาแห่งบาบิโลน แล้วท่านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข”25 แต่ในเดือนที่ 7 อิชมาเอลบุตรเนธานิยาห์ บุตรเอลีชามา ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ ได้เข้ามาพร้อมกับชาย 10 คน ได้โจมตีและฆ่าเกดาลิยาห์และคนยูดาห์กับคนเคลเดียผู้อยู่กับท่านที่มิสปาห์เสีย26 แล้วประชาชนทั้งสิ้น ทั้งผู้น้อย และผู้ใหญ่ และผู้บังคับบัญชาพลรบได้ลุกขึ้น และไปยังอียิปต์เพราะเขากลัวคนเคลเดีย27 และอยู่มาในปีที่ 37 ที่เยโฮยาคีนพระราชาแห่งยูดาห์ถูกเนรเทศ ในเดือนที่ 12 เมื่อวันที่ 27 ของเดือนนั้น ในปีที่เอวิลเมโรดักพระราชาแห่งบาบิโลนทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงให้เยโฮยาคีนพระราชาแห่งยูดาห์พ้นจากเรือนจำ28 พระองค์ตรัสอย่างเมตตาแก่ท่าน และให้ที่นั่งที่มีเกียรติกว่าบรรดาที่นั่งของบรรดากษัตริย์ที่อยู่ในกรุงบาบิโลนกับพระองค์29 เยโฮยาคีนจึงได้ถอดเครื่องแต่งกายของนักโทษออก และได้รับประทานที่โต๊ะเสวยของพระราชาเป็นประจำ ทุกวันตลอดชีวิต30 ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นก็ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์ ตามความต้องการในแต่ละวันตลอดชีวิตของท่าน Jeremiah 251 มีถ้อยคำมาถึงเยเรมีย์เกี่ยวด้วยเรื่องชนชาติยูดาห์ทั้งสิ้น ในปีที่ 4 แห่งรัชกาลเยโฮยาคิม โอรสของโยสิยาห์กษัตริย์ยูดาห์ (ปีนั้นเป็นปีต้นรัชกาลของเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์บาบิโลน)2 ซึ่งเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวแก่ประชาชนยูดาห์ และแก่ชาวเยรูซาเล็มทั้งสิ้นว่า3 “ตั้งแต่ปีที่ 13 ในสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์ โอรสของอาโมนกษัตริย์ยูดาห์ จนถึงวันนี้เป็นเวลา 23 ปี พระวจนะของพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ได้บอกแก่ท่านทั้งหลายอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ท่านก็ไม่ฟัง4 ท่านไม่ฟังหรือเอียงหูของท่านฟัง แม้ว่าพระยาห์เวห์ทรงส่งบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์มาครั้งแล้วครั้งเล่า5 กล่าวว่า ‘บัดนี้ทุกคนจงหันกลับจากทางชั่วของตนและจากการกระทำผิดของตน เพื่อจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระยาห์เวห์ประทานแก่เจ้าและบรรพบุรุษของเจ้าตั้งแต่โบราณและต่อไปเป็นนิตย์6 อย่าไปติดตามพระอื่นๆ เพื่อจะปรนนิบัติและนมัสการพระเหล่านั้น หรือยั่วเย้าเราให้โกรธด้วยผลงานแห่งมือของเจ้า แล้วเราจะไม่ทำอันตรายแก่เจ้า’7 พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘แม้กระนั้นพวกเจ้าก็ไม่ฟังเรา และเจ้าจึงได้ยั่วเย้าเราให้กริ้วด้วยผลงานจากมือของเจ้า ซึ่งเป็นผลร้ายแก่เจ้าเอง’8 “เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพจึงตรัสดังนี้ว่า ‘เพราะเจ้าไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา’9 พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ‘นี่แน่ะ เราจะเรียกชนเผ่าทั้งสิ้นของทิศเหนือและเนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์บาบิโลนผู้รับใช้ของเรา และเราจะนำเขาทั้งหลายมาต่อสู้แผ่นดินนี้และชาวเมืองนี้และบรรดาประชาชาติเหล่านี้ซึ่งอยู่ล้อมรอบ เราจะทำลายเขาทั้งหลายให้สิ้น และเราจะทำให้เขาเป็นที่หวาดหวั่นและเป็นที่เยาะเย้ยและเป็นที่ทิ้งร้างเป็นนิตย์10 ยิ่งกว่านั้นอีก เราจะกำจัดเสียงบันเทิงและเสียงร่าเริง เสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว เสียงหินโม่และแสงตะเกียงเสียจากเจ้า11 แผ่นดินนี้ทั้งสิ้นจะถูกทิ้งร้างและเป็นที่ร้างเปล่า และบรรดาประชาชาติเหล่านี้จะปรนนิบัติกษัตริย์แห่งบาบิโลนอยู่ 70 ปี12 พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ‘เมื่อครบ 70 ปีแล้ว เราจะลงโทษกษัตริย์บาบิโลนและชนชาตินั้น คือแผ่นดินของคนเคลเดียเพราะความผิดบาปของเขาทั้งหลาย เราจะทำให้แผ่นดินนั้นถูกทิ้งร้างอยู่เป็นนิตย์13 เราจะนำให้ถ้อยคำทั้งสิ้นสำเร็จที่แผ่นดินนั้น คือถ้อยคำที่เราได้กล่าวสู้เมืองนั้น คือทุกสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือนี้ ซึ่งเยเรมีย์ได้เผยพระวจนะแก่ประชาชาติทั้งสิ้น14 เพราะว่าหลายประชาชาติและบรรดามหากษัตริย์จะทำให้เขาเหล่านั้นเป็นทาสด้วย และเราจะตอบแทนเขาทั้งหลายตามการกระทำและผลงานจากมือของเขา’ ”15 พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้ว่า “จงเอาถ้วยเหล้าองุ่นแห่งความโกรธนี้ไปจากมือเรา และบังคับบรรดาประชาชาติซึ่งเราส่งเจ้าไปหานั้นให้ดื่มจากถ้วยนั้น16 เขาจะดื่มและเดินโซเซและบ้าคลั่งไปเนื่องด้วยดาบซึ่งเราส่งไปท่ามกลางเขาทั้งหลาย”17 ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงรับถ้วยมาจากพระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ และบังคับประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งพระยาห์เวห์ทรงใช้ให้ข้าพเจ้าไปหานั้นดื่ม18 คือกรุงเยรูซาเล็มและเมืองต่างๆ ของยูดาห์ ทั้งบรรดากษัตริย์และเจ้านายของเมืองนั้น ทำให้ถูกทิ้งร้างและที่ร้างเปล่า เป็นที่เยาะเย้ยและแช่งสาปอย่างทุกวันนี้19 ฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์กับบรรดาข้าราชการ และเจ้านายและประชาชนของพระองค์นั้น20 และบรรดาชนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเขา บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินอูส และบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินฟีลิสเตีย (คือเมืองอัชเคโลน กาซา เอโครน และเมืองอัชโดดที่เหลืออยู่)21 เอโดม โมอับและคนอัมโมน22 บรรดากษัตริย์แห่งเมืองไทระ บรรดากษัตริย์เมืองไซดอนและบรรดากษัตริย์แห่งเมืองชายทะเลฟากโน้น23 เมืองเดดาน เทมา บุส และบรรดาคนที่โกนผมจอนหู24 บรรดากษัตริย์แห่งอาระเบียและบรรดากษัตริย์แห่งเผ่าที่ปะปนกันอยู่ในถิ่นทุรกันดาร25 บรรดากษัตริย์แห่งศิมรี และบรรดากษัตริย์แห่งเอลาม และบรรดากษัตริย์แห่งมีเดีย26 บรรดากษัตริย์แห่งเมืองทิศเหนือ ทั้งไกลและใกล้ทีละองค์ และบรรดาราชอาณาจักรแห่งโลกซึ่งอยู่บนพื้นพิภพ และกษัตริย์แห่งเชชักจะดื่มภายหลังกษัตริย์เหล่านี้27 “แล้วเจ้าจงพูดกับเขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพ พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า จงดื่มให้เมาแล้วก็อาเจียน จงล้มลงและอย่าลุกขึ้นอีกเลย เนื่องด้วยดาบซึ่งเราจะส่งมาท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย’28 “และถ้าเขาปฏิเสธไม่รับถ้วยจากมือของเจ้าดื่ม เจ้าจงพูดกับเขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เจ้าต้องดื่ม29 เพราะนี่แน่ะ เราได้เริ่มลงโทษเมืองซึ่งเรียกตามชื่อของเราแล้ว และเจ้าจะลอยนวลไปได้โดยไม่ต้องโทษหรือ? พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า เจ้าจะลอยนวลไปไม่ได้ เพราะเรากำลังเรียกดาบเล่มหนึ่งมาเหนือชาวแผ่นดินโลกทั้งสิ้น30 “เพราะฉะนั้น เจ้าจงเผยพระวจนะเหล่านี้ทั้งสิ้นสู้เขาทั้งหลาย และกล่าวแก่เขาว่า ‘พระยาห์เวห์จะเปล่งพระสุรเสียงจากที่สูง และจากที่พำนักบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์จะตรัส พระองค์จะเปล่งพระสุรเสียงดังสนั่นต่อฝูงแกะของพระองค์ และทรงโห่ร้องอย่างกับคนย่ำองุ่นโห่ร้อง ต่อชาวพิภพทั้งสิ้น31 เสียงกัมปนาทจะก้องไปทั่วปลายพิภพ เพราะพระยาห์เวห์ทรงมีคดีกับบรรดาประชาชาติ พระองค์ทรงเข้าพิพากษาเนื้อหนังทั้งสิ้น ส่วนคนอธรรมนั้น พระองค์จะทรงฟันเสียด้วยดาบ’ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ32 พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า “นี่แน่ะ เหตุร้ายจะไปจากประชาชาตินี้ถึงประชาชาตินั้น และพายุใหญ่จะก่อตัวขึ้นมา จากส่วนพิภพโลกที่ไกลที่สุด”33 และบรรดาผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงประหารในวันนั้น จะมีจากปลายโลกข้างนี้ถึงปลายโลกข้างโน้น เขาเหล่านั้นจะไม่มีใครคร่ำครวญให้ หรือรวบรวมหรือฝังไว้ แต่จะเป็นเหมือนมูลสัตว์อยู่บนพื้นดิน34 ท่านผู้เลี้ยงแกะทั้งหลายเอ๋ย จงคร่ำครวญและร้องเถิด ท่านเจ้าของฝูงแกะ จงกลิ้งเกลือกในขี้เถ้า เพราะวันเวลาแห่งการสังหารท่านและวันเวลาที่ท่านต้องกระจัดกระจาย มาถึงแล้ว และพวกท่านจะล้มลงเหมือนภาชนะล้ำค่า35 ผู้เลี้ยงแกะจะไม่มีทางหนี เจ้าของฝูงแกะไม่มีทางรอด36 จงฟังเสียงร้องของผู้เลี้ยงแกะ และเสียงคร่ำครวญของเจ้าของฝูงแกะ เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงทำลายลานหญ้าของเขาทั้งหลายเสีย37 และที่อาศัยอันสงบสุขก็ถูกผลาญเสียแล้ว เนื่องด้วยความกริ้วอันแรงกล้าของพระยาห์เวห์38 พระองค์ทรงออกจากที่ซุ่มของพระองค์อย่างสิงห์หนุ่ม เพราะว่าแผ่นดินของเขาทั้งหลายเป็นที่ร้างเปล่า เนื่องด้วยความกริ้วของผู้กดขี่ และเนื่องด้วยความกริ้วอันแรงกล้าของพระองค์ | |








